ร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ
ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์: แก้สัญญาสองภาษาที่ขัดกันเองก่อนเซ็นกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่
ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารคลังสินค้า ทีมงาน 18 คน ลูกค้าเดิมเป็นธุรกิจขนาดกลาง กำลังจะเซ็นสัญญาสามปีกับกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ซึ่งเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัท

สรุปสั้นสำหรับผู้บริหาร
ร่างที่ฝ่ายจัดซื้อของลูกค้าส่งมาเป็นสองภาษาคู่กัน แต่ข้อความสองฉบับไม่ตรงกันในสามจุดสำคัญคือกำหนดชำระเงิน ขอบเขตความรับผิด และสิทธิในซอร์สโค้ดที่พัฒนาเพิ่ม เรายังพบว่าโครงสร้างค่าบริการที่เสนอไว้ทำให้เกิดภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ไม่ได้คำนวณในราคาขาย เราจึงแก้ตัวบทและปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกันก่อนลงนาม
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี
ปิดงบและเซ็นรับรองงบการเงินให้ธุรกิจ SME และบริษัทต่างชาติมากว่า 10 ปี ดูแลมาตรฐาน TFRS for NPAEs และการวางผังบัญชีตั้งแต่วันแรกของกิจการ
ตรวจทานโดย
หัวหน้าฝ่ายภาษี
ที่ปรึกษาภาษีอากรและผู้ตรวจสอบภาษี (TA)
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานปัญหาที่พบเมื่อเข้ารับงาน
- ฉบับภาษาอังกฤษกำหนดชำระภายในสามสิบวันนับจากวันที่ใบแจ้งหนี้ แต่ฉบับภาษาไทยเขียนว่านับจากวันที่ตรวจรับงาน ซึ่งห่างกันได้ถึงหกสัปดาห์
- ข้อจำกัดความรับผิดในฉบับหนึ่งอ้างถึงค่าบริการรายปี อีกฉบับอ้างถึงมูลค่าสัญญาทั้งหมด ต่างกันสามเท่า
- ไม่มีข้อกำหนดว่าโค้ดที่พัฒนาเพิ่มระหว่างสัญญาเป็นของฝ่ายใด ทั้งที่เป็นหัวใจของธุรกิจผู้ให้บริการ
ขั้นตอนการแก้ไข
1. คุยเจตนาทางธุรกิจก่อนอ่านตัวบท
1 สัปดาห์เรานั่งคุยกับผู้บริหารและหัวหน้าทีมพัฒนาเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ยอมไม่ได้จริง อะไรคือสิ่งที่แลกได้ถ้าได้อย่างอื่นกลับมา การจัดลำดับนี้ทำให้การเจรจาไม่กลายเป็นการต่อรองทุกข้อเท่ากันหมด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดีลยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น
2. เทียบข้อความสองภาษาทีละข้อ
2 สัปดาห์เราวางข้อความไทยและอังกฤษคู่กันแล้วทำเครื่องหมายทุกจุดที่ความหมายไม่ตรงกัน พร้อมระบุว่าผลทางกฎหมายต่างกันอย่างไรถ้าใช้ฉบับใดฉบับหนึ่งบังคับ จากนั้นเสนอให้ระบุชัดว่าฉบับใดมีผลเหนือกว่าเมื่อขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นข้อที่ร่างเดิมไม่มีเลย
3. ตรวจผลทางภาษีและอากรแสตมป์ของโครงสร้างราคา
1 สัปดาห์ทีมบัญชีของเราคำนวณว่าการแยกค่าบริการออกจากค่าสิทธิการใช้งานทำให้อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกัน และมีผลต่อกระแสเงินสดของผู้ให้บริการอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงเสนอโครงสร้างราคาที่สะท้อนเนื้อหาของงานจริง พร้อมคำนวณอากรแสตมป์ที่ต้องปิดให้ครบตามประเภทของสัญญา
4. จัดทำฉบับลงนามและระบบติดตามหน้าที่ตามสัญญา
2 สัปดาห์หลังตกลงถ้อยคำแล้ว เราจัดทำฉบับลงนามที่เลขข้อและภาคผนวกตรงกันทั้งสองภาษา พร้อมส่งมอบตารางสรุปหน้าที่ตามสัญญาว่าใครต้องทำอะไรภายในเมื่อใด เพื่อให้ทีมงานที่ไม่ได้อ่านสัญญาทั้งฉบับยังปฏิบัติได้ถูกต้อง
เอกสารที่ใช้ในเคสนี้
- ร่างสัญญาฉบับที่คู่สัญญาส่งมาพร้อมภาคผนวกทั้งหมด
- หนังสือรับรองบริษัทของทั้งสองฝ่ายเพื่อตรวจอำนาจลงนาม
- ข้อเสนอราคาและขอบเขตงานที่เคยตกลงกันไว้
- เอกสารข้อกำหนดระดับบริการและตารางเวลาส่งมอบ
- นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของทั้งสองฝ่าย
- ตัวอย่างใบแจ้งหนี้และเงื่อนไขการชำระเงินที่ใช้อยู่
ผลลัพธ์ที่วัดได้
| ข้อที่สองภาษาขัดกันและได้รับการแก้ | 3 ข้อหลัก |
|---|---|
| ระยะเวลาตั้งแต่รับร่างจนลงนาม | 6 สัปดาห์ |
| ผลต่อกระแสเงินสดจากการปรับโครงสร้างค่าบริการ | เร็วขึ้นราวหนึ่งรอบบิล |
| เอกสารส่งมอบเพิ่มเติม | ตารางหน้าที่ตามสัญญา 1 ชุด |
ข้อควรระวังที่ธุรกิจแบบเดียวกันมักพลาด
- เซ็นสัญญาสองภาษาโดยไม่ระบุว่าฉบับใดมีผลเหนือกว่าเมื่อข้อความขัดกัน
- ตกลงราคารวมโดยไม่แยกประเภทของงาน ทำให้อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ชัดและเกิดข้อโต้แย้งตอนวางบิล
- ปล่อยให้ผู้ลงนามไม่ใช่ผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง แล้วมาพบภายหลังตอนบังคับตามสัญญา
มุมมองที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่รับจ้างทำ
สัญญาที่ดีไม่ได้วัดกันตอนเซ็น แต่วัดตอนที่มีอะไรผิดพลาด สิ่งที่เราให้ลูกค้ารายนี้จึงไม่ใช่แค่ร่างที่รัดกุมขึ้น แต่คือความเข้าใจว่าแต่ละข้อจะทำงานอย่างไรในวันที่ลูกค้าปลายทางไม่พอใจการส่งมอบ เรายังทบทวนสัญญากับเขาทุกปีเมื่อผลิตภัณฑ์เปลี่ยน เพราะข้อความที่พอดีกับสินค้าเมื่อสามปีก่อนมักไม่พอดีกับสิ่งที่ขายอยู่วันนี้ การมีทั้งทีมกฎหมายและทีมบัญชีอยู่โต๊ะเดียวกันทำให้เห็นทั้งความเสี่ยงทางกฎหมายและผลต่อกระแสเงินสดพร้อมกัน ซึ่งเป็นมุมที่การอ่านสัญญาแยกส่วนมองไม่เห็น
คำถามที่พบบ่อยจากเคสนี้
- สัญญาสองภาษาควรระบุให้ฉบับใดมีผลเหนือกว่า
- ควรเลือกฉบับเดียวและระบุไว้ชัดเจน โดยพิจารณาว่าหากเกิดข้อพิพาทจะดำเนินคดีที่ศาลใด เพราะศาลไทยพิจารณาจากเอกสารภาษาไทยเป็นหลักและต้องมีคำแปลรับรองหากใช้ฉบับต่างประเทศ การไม่ระบุเลยคือทางเลือกที่แย่ที่สุด เพราะเปิดช่องให้ตีความได้ทั้งสองทางเมื่อมีปัญหา
- อากรแสตมป์ของสัญญาบริการต้องปิดเท่าไร
- อัตราขึ้นอยู่กับประเภทตราสารตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ สัญญาจ้างทำของมีอัตราคิดตามสินจ้างที่กำหนดไว้ ส่วนตราสารบางประเภทมีอัตราคงที่ ประเด็นที่มักพลาดคือปิดอากรไม่ครบหรือปิดล่าช้า ผลคือศาลจะยังไม่รับตราสารนั้นเข้าสู่การพิจารณาจนกว่าผู้มีหน้าที่จะชำระอากรพร้อมเงินเพิ่มครบถ้วนเสียก่อน
- ควรกำหนดเพดานความรับผิดไว้ที่เท่าไร
- ไม่มีตัวเลขมาตรฐาน แต่หลักที่ใช้ได้จริงคือเพดานควรสัมพันธ์กับรายได้ที่ได้รับจากสัญญานั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายที่คู่สัญญาจินตนาการไว้ ควรระบุด้วยว่าข้อยกเว้นใดที่ไม่อยู่ภายใต้เพดาน เช่น การละเมิดข้อมูลความลับหรือการกระทำโดยจงใจ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพความเสี่ยงตรงกัน
- ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเซ็นกับคู่สัญญารายใหม่
- อย่างน้อยต้องตรวจหนังสือรับรองว่าใครมีอำนาจลงนามและมีเงื่อนไขต้องประทับตราหรือไม่ ตรวจว่าวัตถุประสงค์ของบริษัทครอบคลุมงานที่จะทำ และดูงบการเงินล่าสุดเพื่อประเมินความสามารถในการชำระ ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาไม่กี่วันแต่ป้องกันปัญหาที่แก้ไม่ได้ในภายหลัง
- แก้ไขสัญญาภายหลังต้องทำอย่างไรให้มีผล
- ควรทำเป็นบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษร ลงนามโดยผู้มีอำนาจของทั้งสองฝ่าย และอ้างอิงข้อที่แก้ไขให้ชัดเจนพร้อมวันที่มีผล การตกลงกันทางอีเมลหรือแชทอาจมีผลผูกพันได้ในบางกรณี แต่พิสูจน์ยากและมักขัดกับข้อกำหนดในสัญญาที่ระบุว่าการแก้ไขต้องทำเป็นหนังสือ
- ข้อกำหนดเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลจำเป็นแค่ไหนในสัญญาบริการ
- จำเป็นทุกครั้งที่ผู้ให้บริการเข้าถึงข้อมูลของบุคคลธรรมดา เพราะกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลไว้ต่างกัน สัญญาควรระบุบทบาทของแต่ละฝ่าย มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูล เพื่อไม่ให้ต้องมาตกลงกันตอนเกิดเรื่องแล้ว
กรณีศึกษาอื่น
ทีมทนายความและผู้สอบบัญชี Thai Law & Accounting Services · ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569 ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาของหน่วยงานราชการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ หรือให้ทีมเราตรวจสอบให้