Skip to main content
กลับสู่บทความทั้งหมด

Legal

กรรมการต้องรับผิดส่วนตัวเมื่อไร: ค้ำประกัน หนี้ภาษี ประกันสังคม เช็ค และการลาออกที่ยังไม่จดทะเบียน

2026-09-09 12 minหุ้นส่วนผู้จัดการ
ทนายความกำลังให้คำปรึกษาและอธิบายสัญญากับลูกค้าในห้องประชุมสำนักงานกรุงเทพฯ
ทนายความกำลังให้คำปรึกษาและอธิบายสัญญากับลูกค้าในห้องประชุมสำนักงานกรุงเทพฯ

เขียนโดย

หุ้นส่วนผู้จัดการ

ทนายความอาวุโส สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจกว่า 15 ปี ดูแลงานควบรวมกิจการ สัญญาการค้า และข้อพิพาทพาณิชย์ระหว่างประเทศให้ลูกค้าองค์กร

ตรวจทานโดย

หัวหน้าฝ่ายบัญชี (CPA)

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี

ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-09-09 · แก้ไขล่าสุด 2026-09-09

ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทาน

ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่าการจดทะเบียนบริษัทจำกัดเท่ากับมีเกราะป้องกันทรัพย์สินส่วนตัวโดยอัตโนมัติ ความเข้าใจนี้ถูกต้องเป็นหลักการทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ให้บริษัทมีสภาพนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้นและกรรมการ แต่หลักการนี้มีข้อยกเว้นและช่องทางเฉพาะหลายจุดที่ทำให้กรรมการต้องควักกระเป๋าตัวเองชดใช้หนี้ของบริษัท บทความนี้รวบรวมสถานการณ์ที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ พร้อมแนวทางป้องกันด้วยเอกสารและระบบบัญชีที่ทำได้จริงในองค์กรขนาดกลางและเล็ก

Loading table of contents

1) หลักการแยกความรับผิด และขอบเขตที่หลักการนี้คุ้มครองจริง

บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นและกรรมการ หนี้สินที่เกิดจากการดำเนินกิจการตามปกติ เช่น หนี้การค้ากับซัพพลายเออร์ เงินกู้จากธนาคารในนามบริษัท หรือค่าเสียหายจากการผิดสัญญาทางธุรกิจ โดยหลักแล้วบริษัทต้องรับผิดด้วยทรัพย์สินของบริษัทเอง กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตอำนาจและด้วยความระมัดระวังตามสมควรจะไม่ถูกไล่เบี้ยเป็นการส่วนตัวจากหนี้เหล่านี้

อย่างไรก็ตาม หลักการแยกความรับผิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ากรรมการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและอยู่ในกรอบกฎหมาย เมื่อใดที่กรรมการก้าวออกนอกกรอบนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงลายมือชื่อค้ำประกันเป็นการส่วนตัว การละเลยหน้าที่ตามกฎหมายภาษีหรือประกันสังคมที่กำหนดความรับผิดของกรรมการไว้เฉพาะ หรือการกระทำที่ศาลเห็นว่าเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ ความคุ้มครองที่เคยมีจะหมดไปทันทีในส่วนนั้น

ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือความรับผิดของกรรมการไม่ได้เกิดจากสถานะ 'กรรมการ' อย่างเดียว แต่เกิดจาก 'การกระทำ' หรือ 'การละเว้น' ของกรรมการแต่ละคนแยกกัน ดังนั้นกรรมการที่ไม่มีอำนาจลงนามและไม่มีส่วนตัดสินใจในเรื่องนั้นอาจไม่ต้องรับผิด ขณะที่กรรมการอีกคนซึ่งลงนามในเอกสารเดียวกันต้องรับผิดเต็มจำนวน การพิจารณาความรับผิดจึงต้องดูพฤติการณ์เป็นรายกรณี

2) การค้ำประกันหนี้บริษัทด้วยทรัพย์สินหรือลายเซ็นส่วนตัว

ช่องทางที่ทำให้กรรมการรับผิดส่วนตัวบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติไม่ใช่กฎหมายบังคับ แต่คือการที่กรรมการยินยอมค้ำประกันเอง ธนาคารและเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่มักเรียกร้องให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ลงนามค้ำประกันวงเงินสินเชื่อของบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งหรือมีทุนจดทะเบียนไม่มาก เมื่อบริษัทผิดนัดชำระ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนได้ทันทีตามสัญญาค้ำประกัน โดยไม่ต้องรอผลการบังคับคดีกับบริษัทให้เสร็จสิ้นก่อน หากสัญญาเขียนให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

ในทางปฏิบัติ กรรมการควรอ่านเอกสารสินเชื่อทุกฉบับให้ละเอียดก่อนลงนาม แยกให้ชัดว่าลงนามในฐานะผู้แทนบริษัทหรือในฐานะส่วนตัว หลายกรณีพบว่ากรรมการเข้าใจว่ากำลังลงนามในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเท่านั้น แต่เอกสารมีข้อความแยกต่างหากที่ผูกพันตัวบุคคลในฐานะผู้ค้ำประกันไปพร้อมกัน หากพบข้อสงสัยควรให้ที่ปรึกษากฎหมายตรวจสอบก่อนเซ็นทุกครั้ง ไม่ใช่หลังจากเกิดหนี้เสียแล้ว

การเจรจากับเจ้าหนี้ในภายหลังก็เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความหรือหนังสือรับสภาพหนี้ที่กรรมการลงนามในนามส่วนตัวเพื่อยืดเวลาชำระ อาจกลายเป็นหลักฐานยืนยันความรับผิดส่วนตัวที่ชัดเจนกว่าสัญญาค้ำประกันเดิมเสียอีก การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จึงควรทำผ่านที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งมุมกฎหมายและมุมบัญชีของบริษัทไปพร้อมกัน

3) ความรับผิดตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษี

ประมวลรัษฎากรกำหนดหน้าที่หลายประการที่ตกอยู่กับผู้จัดการหรือกรรมการผู้มีอำนาจโดยตรง เช่น หน้าที่นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทหักจากพนักงานหรือคู่ค้าไว้แล้วแต่ยังไม่นำส่งกรมสรรพากร กรณีเช่นนี้เงินภาษีที่หักไว้ถือเป็นเงินที่บริษัทถือครองแทนรัฐ การไม่นำส่งอาจนำไปสู่ทั้งความรับผิดทางแพ่งของบริษัทและความรับผิดทางอาญาที่พาดพิงถึงตัวกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการโดยตรง

อีกสถานการณ์ที่พบบ่อยคือกรณีบริษัทเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงานโดยยังมีหนี้ภาษีค้างชำระ และกรมสรรพากรตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินของบริษัทถูกโอนออกไปในช่วงใกล้เลิกกิจการโดยไม่มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ในกรณีเช่นนี้กรรมการที่มีส่วนในการโอนทรัพย์สินอาจถูกกล่าวหาว่ากระทำการโดยไม่สุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงหนี้ภาษี ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหนี้ภาษีไล่เบี้ยตัวกรรมการได้ในบางกรณี

แนวทางป้องกันที่ปฏิบัติได้จริงคือการวางระบบให้ฝ่ายบัญชีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มตรงเวลาทุกเดือน และให้กรรมการได้รับรายงานสถานะภาษีค้างชำระเป็นระยะ ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ทราบเฉพาะฝ่ายบัญชีเพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อถึงเวลาถูกตรวจสอบ กรรมการที่ไม่เคยรับรู้สถานะภาษีเลยจะอยู่ในสถานะที่อธิบายเจตนาสุจริตได้ยากกว่า

4) ความรับผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคมและเงินสมทบค้างจ่าย

พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างและนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้างภายในกำหนดเวลาทุกเดือน เมื่อบริษัทค้างส่งเงินสมทบ สำนักงานประกันสังคมมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มและดำเนินคดีกับนายจ้างได้ ในทางปฏิบัติกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมักถูกระบุเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมกับบริษัทในคดีอาญาที่เกี่ยวกับการไม่นำส่งเงินสมทบ เนื่องจากกฎหมายมุ่งเอาผิดตัวบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่นิติบุคคลที่เป็นเพียงกระดาษ

สถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจที่มีปัญหาสภาพคล่องคือการเลือกจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบก่อน แล้วเลื่อนการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมออกไปก่อนโดยตั้งใจจะตามจ่ายภายหลัง แนวทางนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด เพราะเงินสมทบส่วนของลูกจ้างที่หักไว้แล้วถือเป็นเงินที่นายจ้างถือแทนลูกจ้าง การไม่นำส่งจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กล่าวมาข้างต้น

กรรมการที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ในบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินอยู่ก่อนแล้วควรตรวจสอบสถานะการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมย้อนหลังเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบก่อนรับตำแหน่งเสมอ เพราะความรับผิดในทางอาญาบางลักษณะอาจผูกติดกับช่วงเวลาที่บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการจริง ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ก่อหนี้ไว้แต่แรก

5) เช็คเด้งและหนี้การค้าที่กรรมการลงนามในฐานะตัวแทน

การออกเช็คในนามบริษัทเป็นอีกจุดที่กรรมการต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากกรรมการลงนามในเช็คในฐานะผู้แทนบริษัทโดยประทับตราบริษัทและระบุตำแหน่งกรรมการไว้ชัดเจน ความรับผิดตามเช็คนั้นโดยหลักตกอยู่กับบริษัทในฐานะผู้สั่งจ่าย แต่หากรูปแบบการลงนามไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำแทนนิติบุคคล หรือกรรมการลงนามในเช็คส่วนตัวเพื่อชำระหนี้การค้าของบริษัทโดยไม่ได้แยกบัญชี ธนาคารและเจ้าหนี้อาจตีความว่ากรรมการผูกพันตนเองเป็นการส่วนตัว

ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คยังคงเป็นความเสี่ยงที่กรรมการต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวหากเป็นผู้ลงนามในเช็คนั้นเอง แม้เช็คจะออกในนามบริษัทก็ตาม เพราะกฎหมายฉบับนี้มุ่งเอาผิดผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดยตรง การบริหารกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อเช็คที่ออกไปแล้วจึงเป็นวินัยที่กรรมการทุกคนต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

สำหรับหนี้การค้าทั่วไปที่ไม่มีการค้ำประกันส่วนตัว กรรมการที่ลงนามในสัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อในฐานะผู้แทนบริษัทโดยชอบด้วยกฎหมายมักไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นและต้องขึ้นสู่ชั้นศาล การว่าต่างและแก้ต่างในชั้นศาลอยู่ในความรับผิดชอบของทนายความฝ่ายคดี ซึ่งมีรายละเอียดเผยแพร่ไว้อีกส่วนหนึ่งที่ https://tla.co.th

6) การลาออกจากตำแหน่งกรรมการที่ยังไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง

หลายคนเข้าใจผิดว่าการยื่นหนังสือลาออกต่อบริษัทเพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะตัดขาดความรับผิดในฐานะกรรมการ แต่ในทางกฎหมายการลาออกของกรรมการมีผลสมบูรณ์ต่อบริษัทตั้งแต่วันที่หนังสือลาออกไปถึงบริษัท อย่างไรก็ตาม ผลของการลาออกต่อบุคคลภายนอกยังต้องอาศัยการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากยังไม่มีการจดทะเบียน บุคคลภายนอกที่สุจริตอาจยังถือว่าบุคคลนั้นเป็นกรรมการอยู่ต่อไปได้ตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือรับรอง

ผลกระทบในทางปฏิบัติคือ กรรมการที่ลาออกแล้วแต่ยังไม่จดทะเบียนอาจยังคงถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับหนี้สินหรือภาระผูกพันใหม่ที่บริษัทก่อขึ้นภายหลังวันลาออก โดยเฉพาะภาระตามกฎหมายภาษีและประกันสังคมที่หน่วยงานราชการมักอ้างอิงจากหนังสือรับรองบริษัท ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ไม่ใช่จากวันที่บุคคลนั้นยื่นใบลาออกจริง ดังนั้นกรรมการที่ตั้งใจพ้นจากตำแหน่งควรติดตามให้บริษัทดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยผ่านด้วยความไว้วางใจว่าฝ่ายบริหารจะจัดการให้

ในทางปฏิบัติ กรรมการที่ลาออกควรเก็บสำเนาหนังสือลาออกที่มีวันที่รับทราบจากบริษัทไว้เป็นหลักฐาน และตรวจสอบผลการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยตนเองในภายหลัง หากบริษัทไม่ดำเนินการภายในเวลาอันสมควร กรรมการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนการลาออกของตนเองต่อนายทะเบียนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้สถานะทางกฎหมายค้างอยู่โดยไม่มีกำหนด

7) การป้องกันด้วยมติที่ประชุมและระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้

เครื่องมือป้องกันที่ทรงพลังที่สุดสำหรับกรรมการไม่ใช่การหลีกเลี่ยงงาน แต่คือการทำให้ทุกการตัดสินใจสำคัญมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น การกู้ยืมเงินจำนวนมาก การค้ำประกันหนี้ให้บุคคลภายนอก การโอนทรัพย์สินสำคัญของบริษัท ควรผ่านมติที่ประชุมที่บันทึกเหตุผลและผู้รับผิดชอบไว้ชัดเจน เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานว่ากรรมการแต่ละคนตัดสินใจโดยมีข้อมูลครบถ้วนและด้วยความระมัดระวังตามควร

การเดินบัญชีที่ไม่ปล่อยให้เงินส่วนตัวของกรรมการปนกับกระแสเงินสดของบริษัทเลย พร้อมการกระทบยอดบัญชีเป็นประจำทุกเดือน ช่วยลดความเสี่ยงที่เงินของบริษัทจะถูกตีความว่าถูกกรรมการนำไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ การจัดทำงบการเงินภายในรายเดือนที่กรรมการทุกคนได้รับและลงชื่อรับทราบยังช่วยพิสูจน์ในภายหลังว่ากรรมการไม่ได้ละเลยหน้าที่ติดตามฐานะการเงินของบริษัท ซึ่งเป็นข้อต่อสู้สำคัญเมื่อถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย

สำหรับบริษัทที่มีกรรมการหลายคนและมอบหมายให้กรรมการบางคนรับผิดชอบด้านการเงินโดยเฉพาะ ควรมีหนังสือมอบอำนาจหรือมติที่ประชุมกำหนดขอบเขตอำนาจของกรรมการแต่ละคนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นว่ากรรมการที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เป็นปัญหาไม่ได้มีบทบาทตัดสินใจในเรื่องนั้นจริง การวางระบบเช่นนี้ควรทำร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายและนักบัญชีตั้งแต่ช่วงตั้งบริษัทหรือปรับโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่รอจนมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้วจึงย้อนมาจัดทำเอกสารทีหลัง

สิ่งที่ผู้บริหารควรตรวจสอบก่อนมอบหมายคดีความรับผิดกรรมการให้ทนายความ

คดีความรับผิดส่วนตัวของกรรมการมักเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ทั้งกฎหมายบริษัท กฎหมายภาษี กฎหมายประกันสังคม และบางครั้งกฎหมายอาญา ผู้บริหารควรตรวจสอบก่อนว่าทนายความหรือสำนักงานที่จะมอบหมายงานให้มีใบอนุญาตว่าความและขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความแห่งประเทศไทยจริง สามารถขอดูใบอนุญาตหรือตรวจสอบสถานะสมาชิกภาพได้โดยตรง และควรถามประสบการณ์เฉพาะด้านเรื่องความรับผิดกรรมการ ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ทำสัญญาทั่วไป เพราะแนวทางต่อสู้คดีลักษณะนี้ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งกฎหมายบริษัทและกฎหมายภาษีไปพร้อมกัน

โครงสร้างค่าทนายความควรถูกอธิบายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเป็นแบบเหมาจ่ายรายเดือนในลักษณะที่ปรึกษาประจำ แบบคิดค่าบริการต่อคดี หรือแบบมีส่วนแบ่งจากผลสำเร็จของคดี พร้อมระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดไม่รวมอยู่ในราคาที่เสนอ เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชีโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก หรือค่าเดินทางไปศาลต่างจังหวัด ผู้บริหารควรได้รับข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนตัดสินใจ ไม่ควรตกลงด้วยวาจาแล้วจ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน

ควรสอบถามให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้เข้าเจรจากับเจ้าหนี้หรือขึ้นศาลจริงในวันนัด เพราะบางสำนักงานรับงานแล้วส่งต่อให้ทนายความรุ่นน้องที่ไม่เคยพบผู้บริหารมาก่อน ขอบเขตงานและความถี่ในการรายงานความคืบหน้าควรระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาว่าจ้าง รวมถึงต้องตรวจสอบว่าสำนักงานนั้นไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเจ้าหนี้หรือคู่กรณีฝ่ายตรงข้าม สัญญาณเตือนที่ควรระวังคือทนายความที่การันตีผลคดีล่วงหน้า เรียกรับเงินสดโดยไม่ออกเอกสารใด ๆ หรือปฏิเสธที่จะทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

สรุป

ความรับผิดส่วนตัวของกรรมการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะดำรงตำแหน่ง แต่เกิดจากการกระทำเฉพาะเจาะจง เช่น การค้ำประกัน การละเลยหน้าที่ตามกฎหมายภาษีและประกันสังคม การลงนามในเช็ค หรือการปล่อยให้สถานะกรรมการค้างอยู่โดยไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหลังลาออก การป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการวางระบบมติที่ประชุมและระบบบัญชีให้โปร่งใสตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น มากกว่าการแก้ไขภายหลังเกิดข้อพิพาท ข้อความข้างต้นเรียบเรียงตามกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ใช้กันในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้กรรมการเห็นภาพความเสี่ยงโดยรวม ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วรายใดรายหนึ่ง

ปรึกษาทีมเราฟรี

คำถามที่พบบ่อย

กรรมการที่ไม่ได้ลงนามในสัญญากู้เงินของบริษัทต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่+

โดยหลักทั่วไป ความรับผิดผูกกับผู้ที่ลงนามหรือมีส่วนตัดสินใจในเรื่องนั้นโดยตรง กรรมการที่ไม่มีอำนาจลงนามและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อหนี้รายนั้นมักไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและมติมอบอำนาจว่าตนมีบทบาทหน้าที่ใดบ้างเพื่อความชัดเจน

หากลาออกจากกรรมการแล้วแต่บริษัทยังไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง จะยังต้องรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังหรือไม่+

มีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากบุคคลภายนอกอาจอ้างอิงหนังสือรับรองบริษัทซึ่งยังปรากฏชื่อเดิม จึงควรติดตามให้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยเร็วที่สุด และหากบริษัทไม่ดำเนินการ กรรมการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนการลาออกด้วยตนเองได้

เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทหักไว้แต่ไม่นำส่ง กรรมการต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวหรือไม่+

หน้าที่นำส่งภาษีที่หักไว้แล้วเป็นหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรที่ผูกกับผู้จัดการหรือกรรมการผู้มีอำนาจโดยตรง การไม่นำส่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาที่พาดพิงถึงตัวบุคคล จึงควรตรวจสอบสถานะการนำส่งภาษีเป็นประจำทุกเดือน

หากบริษัทค้างส่งเงินสมทบประกันสังคม กรรมการคนใดต้องรับผิดชอบ+

โดยทั่วไปเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลในช่วงเวลาที่เกิดการค้างส่ง เนื่องจากกฎหมายมุ่งเอาผิดผู้มีอำนาจตัดสินใจจริง กรรมการที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งควรตรวจสอบสถานะการนำส่งเงินสมทบย้อนหลังก่อนรับตำแหน่งเสมอ

การออกเช็คในนามบริษัทแล้วเช็คเด้ง กรรมการผู้ลงนามต้องรับผิดทางอาญาเองหรือไม่+

ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเช็คมุ่งเอาผิดผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดยตรง แม้เช็คจะออกในนามบริษัทก็ตาม กรรมการผู้ลงนามจึงควรบริหารกระแสเงินสดให้เพียงพอก่อนออกเช็คทุกฉบับ และหลีกเลี่ยงการออกเช็คล่วงหน้าโดยไม่มีเงินรองรับ

มติที่ประชุมกรรมการช่วยป้องกันความรับผิดส่วนตัวได้จริงหรือไม่+

มติที่ประชุมที่บันทึกเหตุผลและขอบเขตอำนาจของกรรมการแต่ละคนไว้ชัดเจนเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่ากรรมการตัดสินใจโดยมีข้อมูลครบถ้วนและด้วยความระมัดระวังตามควร ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความชัดเจนเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง แม้จะไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบในทุกกรณี

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด →
Loading related articles