บริการสำหรับเจ้าของกิจการอินเดีย
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และขึ้นทะเบียนยื่นภาษีออนไลน์สำหรับบริษัททุนอินเดียในประเทศไทย
ผู้ประกอบการอินเดียในไทยมักทำการค้า อัญมณี สิ่งทอ หรือธุรกิจไอที ที่มีคู่ค้าทั้งในและนอกประเทศ การแยกรายการซื้อขายในประเทศกับการนำเข้าจึงมีผลต่อภาษีมูลค่าเพิ่มโดยตรง
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะพิจารณาลักษณะรายได้ก่อนว่าเป็นการขายในประเทศหรือส่งออกบริการ เพราะสองกรณีนี้มีผลต่ออัตราภาษีและเอกสารที่ต้องเก็บต่างกันโดยสิ้นเชิง
เริ่มงานกับเราอย่างไร
ขั้นตอนการทำงานและเอกสารที่ต้องเตรียม
การจด VAT เริ่มจากประเมินว่าเข้าเงื่อนไขบังคับหรือเลือกจดโดยสมัครใจ เตรียมหลักฐานสถานประกอบการ ยื่นคำขอ แล้วจึงวางระบบใบกำกับภาษีและรายงานภาษีซื้อขายให้ใช้ได้จริงตั้งแต่เดือนแรก
สำหรับกิจการทุนอินเดีย เราจัดรอบรายงานให้ตรงกับปฏิทินของบริษัทแม่ และสรุปประเด็นภาษีเป็นภาษาอังกฤษควบคู่ภาษาไทยทุกงวด
วันที่ 1
1. ประเมินว่าควรจดหรือยัง
ดูรายได้ที่ผ่านมา ประเภทสินค้าบริการ และคู่ค้าที่ต้องการใบกำกับภาษี ก่อนตัดสินใจ
วันที่ 2–3
2. เตรียมหลักฐานสถานประกอบการ
รวบรวมสัญญาเช่า หนังสือยินยอม แผนที่ และภาพถ่ายสถานที่ตามที่สรรพากรพื้นที่ใช้พิจารณา
วันยื่น
3. ยื่นคำขอและรอตรวจสถานที่
ยื่น ภ.พ.01 และเตรียมพร้อมกรณีเจ้าหน้าที่ขอเข้าตรวจสถานประกอบการ
หลังได้ ภ.พ.20
4. วางระบบใบกำกับภาษี
ออกแบบเลขที่ใบกำกับ ข้อความบังคับ และรายงานภาษีซื้อขาย ให้พร้อมยื่น ภ.พ.30 เดือนแรก
เอกสารเบื้องต้นแยกตามประเภทผู้ใช้บริการ
เจ้าของกิจการ / บุคคลธรรมดา
- บัตรประชาชนและทะเบียนพาณิชย์ ถ้ามี
- หลักฐานรายได้ย้อนหลังที่ใช้ประกอบคำขอ
บริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วน
- หนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด
- สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
- แผนที่และภาพถ่ายป้ายชื่อหน้าสถานประกอบการ
กิจการที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ / BOI
- หนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานของกรรมการผู้มีอำนาจ
- เอกสารมอบอำนาจกรณีให้ผู้อื่นยื่นแทน
ข้อควรระวังก่อนเริ่ม
- จด VAT แล้วต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้ไม่มีรายได้ การลืมยื่นเดือนศูนย์ก็มีค่าปรับ
- ออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับ ภ.พ.20 ทำให้เอกสารนั้นใช้เครดิตภาษีไม่ได้
- ข้อความในใบกำกับภาษีไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ผู้ซื้อถูกตัดเครดิตภาษีซื้อ
ถ้าไม่อยากเสียเวลาไล่เอกสารเอง ส่งรายการที่มีอยู่มาก่อนได้เลย เราจะบอกกลับว่าขาดอะไรและใช้เวลาเท่าไร แล้วจึงเสนอขอบเขตงานและค่าบริการเป็นรายกรณี ทักไลน์ @THAIL หรือโทร 092-0170000
สิ่งที่กิจการทุนอินเดียต้องดูแลในประเทศไทย
นักลงทุนอินเดียที่เข้ามาตั้งบริษัทในไทยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจไอที ยา สิ่งทอ หรือการค้าอัญมณี และมักบริหารผ่านครอบครัวหรือกลุ่มธุรกิจที่มีบริษัทแม่จดทะเบียนในมุมไบหรือเดลี รูปแบบการกำกับดูแลของกลุ่มมักผสมระหว่างความเป็นกันเองแบบครอบครัวกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับหลักทรัพย์อินเดียที่ต้องการรายละเอียดการลงทุนในต่างประเทศครบถ้วน ทีมบัญชีไทยจึงต้องส่งรายงานที่ครบทั้งตัวเลขและคำอธิบายเชิงธุรกิจ ไม่ใช่เพียงงบทดลองที่ขาดบริบท
เมื่อกลุ่มแม่ในอินเดียถือหุ้นในบริษัทไทยผ่านโครงสร้างที่มีการลงทุนซ้อนหลายชั้น รายงานประจำปีที่ส่งกลับต้องระบุแหล่งที่มาของเงินลงทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และผลประกอบการของบริษัทไทยตามแบบฟอร์มการรายงานเงินลงทุนต่างประเทศที่ธนาคารกลางอินเดียกำหนด ความล่าช้าในการปิดบัญชีที่ไทยจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำหนดยื่นรายงานของบริษัทแม่ เราจึงวางระบบปิดบัญชีที่ผลิตตัวเลขพร้อมคำอธิบายความเคลื่อนไหวของเงินลงทุนให้ทันตามกำหนดฝั่งอินเดีย
บริษัทลูกอินเดียในไทยจำนวนมากมีรายการระหว่างกันที่เป็นค่าธรรมเนียมทางเทคนิคหรือค่าบริการสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่จ่ายกลับไปยังบริษัทแม่หรือบริษัทพี่น้องเป็นประจำทุกเดือน รายการเหล่านี้อยู่ในสายตาของทั้งกรมสรรพากรไทยและหน่วยงานภาษีของอินเดียซึ่งมีกฎเกณฑ์ราคาโอนที่เข้มงวดของตนเอง การจัดเอกสารสนับสนุนให้พร้อมตั้งแต่ต้นปีช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวเลขจะถูกตั้งคำถามพร้อมกันจากทั้งสองฝั่ง
ปฏิทินรายงานของบริษัทแม่และชุดงบตรวจสอบกลุ่ม
ปีภาษีของอินเดียเริ่มเดือนเมษายนและสิ้นสุดมีนาคม ต่างจากปีปฏิทินที่บริษัทไทยส่วนใหญ่ใช้ ทำให้บริษัทแม่มักขอตัวเลขกลางปีของบริษัทไทยเพื่อประกอบการยื่นรายงานเงินลงทุนต่างประเทศและการปิดงบรวมของกลุ่มในเดือนมีนาคม เราจัดทำงบทดลองชั่วคราว ณ จุดตัดที่กลุ่มต้องการ พร้อมหมายเหตุอธิบายรายการที่ยังไม่ปิดสมบูรณ์ตามรอบภาษีไทย เพื่อให้ฝ่ายบัญชีกลางในอินเดียนำไปรวมกับบริษัทในเครือประเทศอื่นได้โดยไม่ต้องรอจนสิ้นปีภาษีไทย
อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–อินเดีย
รายจ่ายประเภทเงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ตลอดจนค่าบริการทางเทคนิคที่บริษัทลูกในไทยส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในอินเดียนั้นอาจเข้าหลักเกณฑ์อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ผ่อนปรนลงตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–อินเดีย ทว่าค่าบริการทางเทคนิคมักถูกตีความแยกจากค่าบริการทั่วไป และการมีสถานประกอบการถาวรในไทยอาจเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสำนักงานถาวรหากมีบุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานต่อเนื่อง เราตรวจลักษณะรายได้และระยะเวลาที่บุคลากรอินเดียเข้ามาทำงานในไทยก่อนสรุปว่าจะขอใช้สิทธิ์ตามอนุสัญญาได้หรือไม่ และช่วยเตรียมหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีจากทางการอินเดียประกอบการยื่นต่อกรมสรรพากรไทย
เอกสารราคาโอนสำหรับกลุ่มทุนอินเดีย
กลุ่มทุนอินเดียส่วนใหญ่คุ้นเคยกับกฎราคาโอนที่เข้มงวดในประเทศตนเองอยู่แล้ว จึงมักมีนโยบายกำหนดราคาระดับกลุ่มพร้อมรายงานเปรียบเทียบราคาตลาดที่จัดทำไว้แล้วบางส่วน งานของเราคือปรับนโยบายนั้นให้สอดคล้องกับรูปแบบแฟ้มข้อมูลท้องถิ่นที่ต้องจัดทำเมื่อรายได้ผ่านเกณฑ์ที่ทางการไทยวางไว้และมีธุรกรรมกับบริษัทในเครือ พร้อมตรวจสอบว่าฐานข้อมูลเปรียบเทียบที่ใช้ในอินเดียยังเหมาะสมกับตลาดไทยหรือไม่ ก่อนนำมาอ้างอิงในรายงานที่ยื่นต่อกรมสรรพากรไทย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบริษัทลูกทุนอินเดีย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการบันทึกค่าธรรมเนียมทางเทคนิคที่จ่ายกลับไปยังบริษัทแม่โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ครบตามอัตราปกติก่อน แล้วค่อยไปขอใช้สิทธิ์ตามอนุสัญญาย้อนหลัง ซึ่งทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยหากตรวจพบภายหลัง อีกกรณีคือการส่งพนักงานอินเดียเข้ามาดูแลโครงการในไทยเป็นเวลานานโดยไม่ประเมินว่าเกิดสถานประกอบการถาวรหรือไม่ ทำให้รายได้บางส่วนที่ควรเสียภาษีในไทยยังไม่ถูกนำมารวมคำนวณ เราตรวจทั้งสองประเด็นนี้ตั้งแต่ต้นปีก่อนเป็นปัญหาสะสม
ความเป็นจริงด้านภาษาและเอกสาร
ผู้บริหารอินเดียที่ดูแลกิจการในไทยมักสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้คล่องและคาดหวังรายงานที่ให้เหตุผลประกอบตัวเลขอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่สรุปยอดรวม เราจึงจัดทำรายงานที่มีคำอธิบายรายการสำคัญแนบท้ายงบทุกครั้ง พร้อมแปลเอกสารราชการไทยที่เกี่ยวข้องเป็นภาษาอังกฤษให้ทีมกฎหมายและบัญชีของกลุ่มในอินเดียตรวจสอบได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งล่ามหรือผู้แปลบุคคลที่สามในการประชุมทุกครั้ง
ปฏิทินการยื่นภาษีของไทยที่ต้องเดินตาม
อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือหน้าที่ในประเทศไทยเอง บริษัทลูกของกลุ่มทุนอินเดียยังคงต้องปิดรอบภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ตามปีภาษีไทย ส่งแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เป็นรายเดือนไม่ขาด นำส่งหัก ณ ที่จ่ายผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ตรงเวลา ดูแลเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของบุคลากร และส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ขนานไปกับรอบรายงานเงินลงทุนต่างประเทศที่บริษัทแม่ต้องส่งตามปีงบประมาณเมษายนถึงมีนาคม เราจึงรวมทั้งสองปฏิทินไว้ในเอกสารชุดเดียวเพื่อให้ติดตามง่ายขึ้น
การดูแลบัญชีของบริษัทลูกทุนอินเดียให้ตรงทั้งฝั่งไทยและฝั่งกลุ่มต้องอาศัยทีมที่เข้าใจรอบปีงบประมาณเมษายนถึงมีนาคม เงื่อนไขค่าบริการทางเทคนิคภายใต้อนุสัญญา และกฎราคาโอนที่เข้มงวดของทั้งสองประเทศไปพร้อมกัน การทำเองในกิจการมักเสี่ยงต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราหรือประเมินสถานประกอบการถาวรผิดพลาดจนต้องแก้ไขย้อนหลัง หากท่านมองหาผู้ดูแลที่ส่งรายงานทันรอบของบริษัทแม่ในอินเดีย และยื่นแบบภาษีในประเทศไทยได้ถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก โทรมาพูดคุยที่หมายเลข 092-0170000 หรือเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @THAIL เพื่อให้เราช่วยดูโครงสร้างงานบัญชีเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด
โครงสร้างธุรกิจที่พบบ่อย
ผู้ประกอบการอินเดียในไทยมักทำการค้า อัญมณี สิ่งทอ หรือธุรกิจไอที ที่มีคู่ค้าทั้งในและนอกประเทศ การแยกรายการซื้อขายในประเทศกับการนำเข้าจึงมีผลต่อภาษีมูลค่าเพิ่มโดยตรง
การรายงานกลับประเทศต้นทาง
รายการชำระค่าบริการข้ามประเทศต้องพิจารณาทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายในไทยและข้อกำหนดฝั่งอินเดีย เราจึงตรวจสัญญาและลักษณะบริการก่อนกำหนดอัตรา ไม่ใช้อัตราเดิมซ้ำโดยอัตโนมัติ
ภาษาและเวลาทำงาน
สื่อสารภาษาอังกฤษเป็นหลัก และสรุปกำหนดยื่นแบบของไทยเป็นปฏิทินล่วงหน้าทั้งปี เพื่อให้วางแผนกระแสเงินสดข้ามประเทศได้
สิ่งที่คุณได้รับ
- ยื่น ภ.พ.01 พร้อมชุดเอกสารสถานประกอบการครบถ้วน
- เข้าร่วมและชี้แจงตอนเจ้าพนักงานตรวจสถานประกอบการ
- รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.20 ตัวจริง
- ขึ้นทะเบียนยื่นแบบผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
- แบบฟอร์มใบกำกับภาษี ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ที่ตรวจแล้ว
- อบรมทีมออกใบกำกับภาษี 1 ชั่วโมงผ่านออนไลน์
ประเทศไทยมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับอินเดีย การใช้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาต้องมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้รับเงินประกอบทุกครั้ง เราจะแจ้งรายการเอกสารก่อนถึงกำหนดจ่ายเงิน
ค่าบริการประเมินเป็นรายกรณีตามปริมาณเอกสารและความซับซ้อนของรายการข้ามประเทศ เราไม่ประกาศราคาสำเร็จรูป