FAQ
ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และสิทธิของลูกจ้างต่างชาติ
รวมข้อสงสัยเรื่องการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน อัตราสมทบ การเบิกสิทธิรักษา คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน และกรณีบาดเจ็บจากการทำงาน

เมื่อรับคนเข้าทำงานคนแรก นายจ้างมีหน้าที่แจ้งขึ้นทะเบียนภายในกำหนดที่กฎหมายวางไว้ นับจากวันเริ่มงานจริง ไม่ใช่วันผ่านทดลองงาน การปล่อยให้ล่วงเลยทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามอัตราที่กำหนด และเป็นประเด็นแรกที่เจ้าหน้าที่ตรวจเมื่อลูกจ้างไปร้องเรียน
ฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างร่วมสมทบในสัดส่วนเท่ากันจากค่าจ้างที่คิดภายในเพดานที่ประกาศไว้ โดยรัฐร่วมสมทบอีกส่วน สิ่งที่ผิดกันบ่อยคือการคิดฐานจากรายได้รวมโบนัสหรือค่าคอมมิชชันทั้งหมด ควรแยกให้ชัดว่ารายการใดถือเป็นค่าจ้างประจำ
กลุ่มแรกเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ กลุ่มที่สองเป็นผู้ที่เคยเป็นลูกจ้างแล้วออกจากงานและสมัครรักษาสถานะไว้ต่อ กลุ่มที่สามเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สมัครเข้าระบบโดยเลือกชุดสิทธิได้ ระดับสิทธิและอัตราจ่ายไม่เท่ากัน จึงควรเทียบก่อนย้ายกลุ่ม
ไม่หายทันที ยังคุ้มครองต่อไปอีกช่วงเวลาหนึ่งหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เพื่อให้มีเวลาหางานใหม่หรือสมัครรักษาสถานะ ผู้ที่ต้องการรักษาความต่อเนื่องควรยื่นสมัครภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพราะเมื่อเลยกำหนดแล้วต้องเริ่มนับระยะเวลาส่งเงินใหม่
ต้องขึ้นทะเบียนหางานกับหน่วยงานจัดหางานและรายงานตัวตามรอบที่กำหนด พร้อมยื่นเอกสารแสดงเหตุที่ออกจากงาน อัตราและระยะเวลาที่ได้รับต่างกันระหว่างกรณีถูกเลิกจ้างและกรณีลาออกเอง จุดที่ทำให้เสียสิทธิบ่อยที่สุดคือขาดการรายงานตัว
มีทั้งเงินเหมาจ่ายค่าคลอดและเงินชดเชยการหยุดงานสำหรับผู้ประกันตนหญิง กับเงินสงเคราะห์รายเดือนต่อบุตรตามช่วงอายุและจำนวนที่กำหนด กรณีสามีภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ต้องเลือกใช้สิทธิฝ่ายเดียวไม่ซ้อนกัน
ขึ้นกับจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบสะสม ถ้าถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีพ ถ้าไม่ถึงจะได้รับเป็นก้อนเดียว ผู้ที่ใกล้เกณฑ์และกำลังจะหยุดส่งควรคำนวณเดือนสะสมก่อนตัดสินใจ เพราะการขาดไปไม่กี่เดือนเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายทั้งหมด
ลูกจ้างต่างชาติที่ทำงานถูกต้องตามใบอนุญาตในสถานประกอบการอยู่ในระบบเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย ไม่ใช่ทางเลือกของนายจ้าง ประเด็นที่ต้องวางแผนคือการเบิกสิทธิเมื่อเดินทางกลับประเทศ และการขอรับเงินชราภาพที่ต้องแจ้งบัญชีและที่อยู่ให้ติดต่อได้
คนละกองทุนและคนละหลักการ กองทุนเงินทดแทนดูแลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว ส่วนอีกกองทุนคุ้มครองเหตุที่ไม่เกี่ยวกับงาน การยื่นผิดกองทุนทำให้เรื่องล่าช้าและต้องยื่นใหม่
แจ้งเหตุและยื่นแบบตามที่กำหนดโดยเร็ว พร้อมบันทึกสถานที่ เวลา และพยานที่เห็นเหตุ ใบรับรองแพทย์ควรระบุลักษณะการบาดเจ็บให้เชื่อมโยงกับงานที่ทำ ความล่าช้าและถ้อยคำที่กำกวมในเอกสารทางการแพทย์เป็นสาเหตุหลักที่คำขอถูกโต้แย้ง
ตรวจประวัติการส่งเงินของตนเองได้จากช่องทางของสำนักงานประกันสังคม ถ้าพบว่าขาดช่วง ให้ยื่นเรื่องพร้อมสลิปเงินเดือนที่แสดงยอดหักไว้เป็นหลักฐาน ความรับผิดในการนำส่งอยู่ที่นายจ้าง และสิทธิของลูกจ้างไม่ควรถูกตัดเพราะความบกพร่องของฝ่ายที่มีหน้าที่นำส่ง
โดยทั่วไปใช้บัตรประจำตัวหรือหนังสือเดินทาง สำเนาหน้าบัญชีธนาคาร แบบคำขอตามประเภทสิทธิ และเอกสารเฉพาะเรื่อง เช่น ใบรับรองแพทย์ สูติบัตร หรือหนังสือเลิกจ้าง สำหรับเอกสารที่ออกจากต่างประเทศต้องแปลและรับรองตามสายเอกสารก่อนยื่น
นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายในกำหนด หักเงินสมทบส่วนลูกจ้างจากค่าจ้าง นำส่งเงินสมทบทั้งส่วนนายจ้างและลูกจ้างตรงเวลา แจ้งการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างและสถานะลูกจ้าง และเก็บเอกสารให้พร้อมตรวจสอบ การนำส่งล่าช้ามีเงินเพิ่มและอาจถูกดำเนินคดี
ฐานคำนวณคือค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างในแต่ละเดือน รวมค่าจ้างประจำและค่าจ้างตามรอบ แต่ไม่รวมค่าใช้จ่ายเยียวยาหรือเงินชดเชยบางประเภท ต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างที่ประกาศกำหนด ส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าเพดานล่างก็ยังคิดตามยอดจริง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนสมัครใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อสะสมเงินออมระยะยาว นายจ้างและลูกจ้างสมทบตามอัตราที่ตกลง เงินสมทบของนายจ้างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ลูกจ้างได้รับเงินกองทุนเมื่อเกษียณหรือลาออกตามเงื่อนไขกองทุน การจัดต้องมีกองทุนที่ได้รับอนุญาตและคณะกรรมการกองทุน
มาตรา 33 ครอบคลุมลูกจ้างที่ทำงานให้นายจ้างในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มงาน หักเงินสมทบจากค่าจ้างในอัตราที่ประกาศใช้อยู่ สมทบในส่วนของนายจ้างในอัตราเท่ากัน แล้วนำส่งพร้อมแบบรายเดือนภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ฐานคำนวณไม่ใช่รายได้ทั้งก้อน แต่เป็นค่าจ้างที่อยู่ในเพดานขั้นต่ำและขั้นสูงตามที่กฎกระทรวงกำหนด ดังนั้นพนักงานที่เงินเดือนสูงกว่าเพดานจะถูกคิดเท่ากันทุกคน ประเด็นที่ผิดพลาดบ่อยคือการรวมหรือไม่รวมรายการที่จ่ายให้พนักงาน เช่น ค่าล่วงเวลา เบี้ยขยัน หรือค่าเดินทางแบบเหมาจ่าย ซึ่งบางรายการถือเป็นค่าจ้างและบางรายการไม่ใช่ การจัดประเภทผิดทำให้ยอดสมทบขาดสะสมทีละเดือน และเมื่อสำนักงานประกันสังคมตรวจพบก็จะประเมินย้อนหลังบวกเงินเพิ่มตามกฎหมาย ทีมงานของเราจึงไล่ตรวจโครงสร้างรายการจ่ายทั้งชุดก่อนตั้งค่าระบบเงินเดือนทุกครั้ง
เขียนโดย
หัวหน้าฝ่ายลูกค้าต่างชาติ
ผู้เชี่ยวชาญ BOI ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และใบอนุญาตทำงาน
ประสานงานกับ BOI กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้นักลงทุนต่างชาติกว่า 200 ราย ตั้งแต่ขั้นออกแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นจนถึงต่ออายุวีซ่า
ตรวจทานโดย
หุ้นส่วนผู้จัดการ
ทนายความอาวุโส สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
ตรวจความถูกต้องของข้อกฎหมายและตัวเลขก่อนเผยแพร่ · เผยแพร่ 2026-08-29 · แก้ไขล่าสุด 2026-08-29
ดูคุณวุฒิผู้ตรวจทานลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างเมื่อไร
- เงินสมทบใครจ่ายเท่าไร
- มาตรา 33 39 และ 40 ต่างกันอย่างไร
- ลาออกแล้วสิทธิรักษาพยาบาลหายทันทีไหม
- ขอรับประโยชน์กรณีว่างงานต้องทำอะไร
- สิทธิคลอดบุตรและสงเคราะห์บุตรได้อะไร
- เงินชราภาพได้เป็นบำนาญหรือบำเหน็จ
- ลูกจ้างต่างชาติต้องเข้าประกันสังคมไหม
- กองทุนเงินทดแทนกับประกันสังคมคนละกองทุนไหม
- ลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงานต้องดำเนินการอย่างไร
- นายจ้างหักเงินแต่ไม่นำส่ง ลูกจ้างทำอะไรได้
- ยื่นเบิกสิทธิต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
- ประกันสังคม นายจ้าง มีหน้าที่อะไรบ้าง
- ค่าจ้าง ประกันสังคม คิดจากยอดไหน
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานบริษัท คืออะไร
- ประกันสังคมมาตรา 33 นายจ้างต้องนำส่งอย่างไร และคำนวณจากฐานค่าจ้างเท่าไร
หัวข้ออื่น